ปัจจุบันอินโดนีเซีย มีธุรกิจสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นถึง 4 บริษัท ซึ่งมากที่สุดในอาเซียน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่อินโดนีเซียสามารถบ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพให้เติบโตอยู่แถวหน้าในอาเซียนได้

ปัจจุบันอาเซียนหลายประเทศเริ่มให้ความสนใจและดำเนินมาตรการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง “อินโดนีเซีย” ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญในด้านนี้ โดย “Joko Widodo” ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวเนื่องในโอกาสงานเฉลิมฉลองของพรรค Indonesia Solidarity Party หรือ ISP ว่า บริษัทสตาร์ทอัพของอินโดนีเซีย ในปัจจุบันมีศักยภาพ และมีโอกาสสูงที่จะเจาะเข้าสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้านได้ แต่ก็มีอุปสรรคเพราะหลายประเทศกีดกัน

รายงานข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ระบุว่า ปัจจุบัน สตาร์ทอัพของอินโดนีเซียมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีบริษัทที่อยู่ในระดับ “Unicorn” หรือ เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มีรายได้มูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 13.5 ล้านล้านรูเปียห์ อยู่ประมาณ 4 บริษัท คือ Traveloka, Go-Jek, Bukalapak และ Tokopedia ซึ่งทั้งปัจจุบัน สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นของอาเซียนมีอยู่ด้วยกัน 8 ราย ขณะที่อินโดนีเซียมีบริษัทสตาร์ทอัพระดับยูนิคอนมากที่สุดคือ  4 บริษัท ขณะที่สิงคโปร์มี 2 บริษัท คือ SEA หรือชื่อเดิมคือ Garena และ GRAB

bangkok bank sme, startup

8 สตาร์อัพ ระดับยูนิคอร์นในอาเซียน

อินโดนีเซียมุ่งสร้างสตาร์ทอัพ ลดพึ่งพาส่งออกจีน –สหรัฐฯ 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลอินโดนีเซียให้การสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพของประเทศ เนื่องจากเล็งเห็นถึงประสิทธิภาพของธุรกิจที่สามารถตอบโตได้อย่างรวดเร็ว และสามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อินโดนีเซียกำลังเร่งหาบุคคลากร เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจสตาร์ทอัพในอนาคตด้วย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินโดนีเซียมุ่งพัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ นั้น เนื่องมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจนเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันมากขึ้น ประกอบกับภาวะการค้าโลกในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง การเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศประเทศขนาดใหญ่อย่างจีน-สหรัฐฯ ซึ่งต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญของอินโดนีเซีย โดยมีผลการประเมินความเสียหายว่าหากอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของจีนขยายตัวลดลง 1% นั้นหมายถึง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียก็จะลดลง 0.11% หรือหากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวลดลง 1% จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียลดลง 0.05% ด้วย

นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของเงินรูเปียห์ ลงกว่า 10% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2561 มาอยู่ที่ 15,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากที่เคยอยู่ที่ 13,345 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรังของอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 24% ตลอดจนความตึงเครียดทางการเมืองงที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2562 ต่างเป็นปัจจัยกดดันทำให้อินโดนีเซียปรับลดเป้าหมายอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2562 ว่าจะขยายตัว 5.3% ลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 5.4%

ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสนับสนุนให้รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามอย่างมากที่จะทำให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ๆ และฉีกหนีรูปแบบการทำธุรกิจเดิม สร้างระบบนิเวศที่ทำให้สตาร์ทอัพเติบโตได้ดีในอินโดนีเซีย เพื่อสร้างเศรษฐกิจในประเทศในเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ มากกว่าการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯและจีนที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศอินโดนีเซียขาดเสถียรภาพ

Credit : https://www.bangkokbanksme.com/article/28436