กระบวนการคิดที่เรียกว่า “Design Thinking” ที่เอสเอ็มอีควรที่จะเรียนรู้และฝึกฝนอย่างยิ่ง เพื่อจะได้ออกแบบธุรกิจหรือแก้ปัญหาให้กับลูกค้าของตน ด้วยมุมมองที่แตกต่างและสร้างสรรค์

ตัวอย่างเช่น ในอดีตคงไม่มีใครคาดคิดว่าโทรศัพท์มือถือจะมีหน้าตาและสารพัดออปชั่นอย่างเช่นทุกวันนี้ เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาในโลก หากจะทำวิจัยสอบถามความต้องการของผู้บริโภค คงได้คำตอบว่าไม่รู้ว่าดีไหม และไม่แน่ใจว่าอยากจะได้หรือเปล่า เพราะสิ่งที่กล่าวถึงมันเหนือจินตนาการ และล้ำเกินแนวคิดปกติทั่วไป

Design Thinking จึงไม่ต่างจากการสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค แล้วเราจะฝึกฝนวิธีคิดซึ่งถือเป็นเทคนิค Lean Sprint นำพาธุรกิจก้าวกระโดดต่อไปได้อย่างไร โดยอาจแบ่งกระบวนการคิดออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

1.Understand-เข้าใจลูกค้า เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวัน ข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่ลูกค้าต้องเผชิญ

2.Diverge-คิดให้ต่าง ระดมความคิดหาโซลูชั่นใหม่ๆ หรือไอเดียที่แตกต่าง เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาโดยยังไม่ต้องคิดแทนลูกค้าว่าจะต้องการจริงหรือไม่

3.Decide-เลือกสิ่งที่ใช่ อะไรคือไอเดียที่ดีที่สุด หรือโซลูชั่นที่คิดว่าใช่ ตัดสินใจเลือกสัก 2-3 แนวคิด

4.Prototype-สร้างต้นแบบ เปลี่ยนแนวคิดในกระดาษให้เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้

5.Validate-ทดสอบผลลัพธ์ นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบไปให้ผู้บริโภคทดลองใช้งาน หากสอบผ่าน ก็จะเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงและการตีราคา ซึ่ง Lean จะเข้ามาตอบโจทย์ตรงจุดนี้ แต่หากสอบตก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะนำจุดอ่อนมาย้อนปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวต้นแบบใหม่ต่อไป

ก่อนจะนั่งลงคิดสร้างสรรค์สิ่งใด อยากให้เอสเอ็มอีเปิดใจก่อนว่า นวัตกรรมไม่ใช่เรื่องใหญ่ สินค้าชิ้นโต หรือเป็นเรื่องไกลตัวเรา บางครั้งมันอยู่ใกล้ตัวเราแค่ปลายจมูก อยู่ในวิถีชีวิตที่เราคิดและทำแบบเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ที่สำคัญทุกการคิดสร้างสรรค์ย่อมต้องผ่านกระบวนการลองผิดลองถูก คนที่ประสบความสำเร็จล้วนสัมผัสกับรสชาติของความล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ล้มแล้วต้องรู้จักลุก ปลุกตัวเองขึ้นมาคิดสิ่งใหม่ ทำสิ่งที่แตกต่าง เพื่อที่จะรับรู้ถึงคุณค่าของความสำเร็จว่ามันหอมหวานเช่นไร

 

Credit :https://www.posttoday.com/market/sme/565704